สองวันผ่านไปในโดฮา
มาถึงโดฮาแล้วนะคะ
ไปกาตาร์เสาร์ที่ 17 มี.ค.แล้วน๊าาาาาา
ผลตรวจสุขภาพ Qatar ผ่านแล้ว เย้...
Qatar Pre-employment medical examinations
ผล Qatar ออกแล้วววววว
Coffee Garden with my Sis and bro
เรื่องฮาๆของเครื่องรางที่ใช้ตอนไปสมัคร Qatar Airways
Final Interview Qatar Airways Jan 2012
วัน screening day Qatar Airways (วันที่สอง)
ประสบการณ์สมัครแอร์ Qatar Airways ครั้งที่3 Walk in Jarkata Indonesia
Qatar Airways ครั้งที่สอง Walk in Phuket Jan 2012
Happy New Year and Happy New Year Girl...
Qatar รอบที่สอง Group Discussion
ประสบการณ์สมัครแอร์ครั้งแรก กับ Qatar
การเตรียมตัวไปสมัครแอร์ครั้งแรกในชีวิต
วันพ่อ 2554
Make up tutorial : light smoky eyes
แนะนำตัวเจ้าของไดอารี่
อยากไปเรียนที่ออสเตรเลีย ทำยังไงดี
Melbourne 2
Melbourne with sister
วันเกิดปีนี้ณ.ซิดนีย์
SNOW VS SUNSHINE
สกี @ Purisher Blue (more pics)
เล่นสกี @ Purisher Blue
รายได้ร้านอาหารไทยในซิดนีย์
1st day class with new friends
เปิดเรียนแล้วววว @ ABC College
บินไกลบ้านครั้งแรกในชีวิต >> Sydney Australia
อยู่ๆก็ได้ไปเรียนต่อ ออสเตรเลีย






 

23.11.2011

ไหนๆวันนี้งานก็ไม่ยุ่ง นายก็ไปประชุม เลขาสุดขยันอย่างปีใหม่ก็ขอเล่าเรื่องผ่านไดต่อเลยแล้วกันนะคะ 55

วันนี้อยากพูดถึงน้องๆ หรือเพื่อนๆที่อยากไปเรียนต่อที่เมืองนอกกันค่ะ

ก่อนอื่นต้องพูดก่อนว่าไปเรียนทำไมเรียนแล้วได้อะไร

มาพูดถึงข้อดีกันก่อนนะคะ
มาเรียนเมืองนอก อย่างแรกเลย จะได้ภาษารวดเร็วติดจรวดกว่าเรียนที่เมืองไทยค่ะ
ปีใหม่ไม่ได้ยุให้ทุกคนไปเรียนที่เมืองนอกนะคะ หากเราไม่มีทุนก็ไม่ต้องดิ้นรนหรอกค่ะ เพราะไม่ได้มีแค่ค่าเรียน
เพียงอย่างเดียว ไหนจะค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ต่างๆ ต้องคิดให้รอบคอบค่ะ เพราะไปอยู่นาน
ต้องมีทุนสำรองค่าใช้จ่ายไว้ด้วย เผื่อว่ายังหางานทำไม่ได้

เดี่ยวปีใหม่จะพูดถึงเรื่องค่าครองชีพต่างๆ ในตอนหน้านะคะ

ใครพอมีกำลังทรัพย์ไปได้ ก้แนะนำให้ไปเถอะค่ะ ไม่มีเสีย มีแต่ได้ เพราะหนึ่งเราได้อยู่ในสถานการณ์จริง
ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย เราต้องพูดเพื่อเอาตัวรอด ไม่นานเราจะชินและจะพัฒนาทักษะการพูดได้เร็วมากค่ะ
ปีใหม่ไปแรกๆก็เอ๋อๆเหมือนกัน แต่แล้ว ไม่นาน เราก็หน้าด้านขึ้น กล้ามากขึ้น และพูดได้อย่างมหัศจรรย์ค่ะ
อย่างขึ้นรถเมล์บางทีขึ้นผิดคัน เราต้องถามเค้า "Which bus is going to Manly beach?"
พอเค้าตอบมา ไม่รู้ก็บอกไม่รู้ ให้ช้าๆหน่อย ไม่ใช่พยักหน้าอย่างเดียวตามมารยาทคนไทย
เป็นการฝึกไปในตัว

อย่างไปซื้ออาหารสด อย่างพวกเนื้อหมูเนื้อไก่ แรกๆก็ไปยืนมองคนอื่นสั่งก่อน
จากนั้นก็ตาเรามั่ง "Can I get 500 grams of pork mince please?"
"ขอหมูสับครึ่งกิโลค่ะ" แล้วก็เอาไปปรับใช้กับอย่างอื่นได้ค่ะ

จะเล่าให้ฟังว่า ตอนที่บินไปครั้งแรก พอผ่านตม. เค้าถามว่ายูมาทำอะไร เราบอกว่า "study"
เราอายมากเลยอ่ะ และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกอย่าง คือตอนที่ไปรอเคลมกระเป๋า
รอจนสายพานหยุด กระเป๋าเราก็ไม่มาซักที ทำไงดีอ่ะ แต่โชคดีที่ไปกับพี่อีกคนที่จะกลับซิดนีย์เหมือนกัน
ช่วงแรกปีใหม่ไปอยู่บ้านพี่เค้าแล่ะ พี่สาวของพี่คนนี้เค้าแต่งงานกับคนออสซี่มาสิบกว่าปีและ
ที่แม่อนุญาติให้ไปเพราะ แม่รู้จักกับแม่ของพี่ๆเค้าเนี่ยแล่ะ

นอกเรื่องอีกและ แหะๆ

พี่คนที่ไปกับปีใหม่ก็เดินไปแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ และก็พูดโต้ตอบกันใหญ่เลย

ตกลงได้ความว่าเจ้าหน้าที่จะตามคืนให้ อาจมีผู้โดยสารหยิบผิดไป
เดี๋ยวเอาไปให้ที่บ้าน เฮ้อ ผ้าห่มเน่าของนู๋ก็อยู่ในนั้น จานอนหลับมั๊ยนะ
ตอนนั้นเราฟังไม่ออกซักกะนิด คิดว่าตอนอยู่ที่ไทยก็พอพูดบอกทางฝรั่งได้บ้างนะ
"เอ่อ เทิรืนเล็ฟ เทิร์นไรท์" พอได้อ่ะ แต่มานี่ง่อยเลย เพราะงั้นปีใหม่คิดว่า มาเรียนที่นี่
ได้อะไรไปเยอะมากก ไม่แพงเลยถ้าเทียบกับเรียนสถาบันที่ไทยไฮโซ แอบหลงเข้าไปเทสต์
แม่มให้เรียนอะไรวะ เป็นแสนบาท วุ๊ย ไม่เรียนหรอก เรียนเมืองนอก ได้ตั้งเกือบครึ่งปี ฮี่ๆๆ

มาถึงข้อเสียบ้าง (สำหรับบางคน)
ที่นี่คนไทยค่อนข้างเยอะ เดินไปมาเจอคนไทยอีกและ บางคนมาที่นี่ก็คบแต่เพื่อนคนไทย
กินข้าวกับเพื่อนคนไทย ไม่ยอมคบเพื่อนต่างชาติเลย ภาษาคุณคงพัฒนาหรอก
กลับมาไทยก็ได้เท่าเดิม เปลืองตังค์เปล่าๆ เราต้องช่วยเหลือตัวเองด้วย ถ้าคุณอยากเก่ง
คุณต้องหลีกเลี่ยงการคบคนไทย ไม่ใช่ว่าห้ามคบ แต่ต้องดูความเหมาะสมว่าควรไปด้วยเวลาไหน
เมื่ออยู่ที่โรงเรียน ควรนั่งตรงไหน นั่งกับคนไทยก็จบ..... เพราะนั่งคุยกันภาษาเดียว
เหมือนมาเรียนภาษาไทย อาจารย์ถามมาก็หันหาเพื่อนแล้วก็ "เค้าถามอะไรนะ ฟังไม่ออก"
ถ้าฟังไม่ออกควรจะถามเลย "I don't understand, could you explain it again?"

อยากไปเรียนที่ออสเตรเลีย ทำยังไงดี


อยากไปเรียนที่ออสเตรเลีย ทำยังไงดี

อยากไปเรียนที่ออสเตรเลีย ทำยังไงดี

เอ้า....เข้าเนื้อหากันซักที

อยากเอาประสบการณ์มาแชร์สำหรับคนที่อยากไปเรียนต่อนะคะ
ว่าควรทำอะไรก่อนหลังอย่างไร (เป็นวิธีของปีใหม่เองนะคะ ไม่ได้ให้คุณทำตามเป๊ะๆ แต่เป็นแนวทางได้ค่ะ)

1. หาโรงเรียนที่ต้องการ แล้วก็สมัครเรียนซะ
การหาโรงเรียนและสมัครโดยตรงจะราคาสูงกว่าผ่านเอเจนซี่ที่ออสเตรเลีย หากติดต่อผ่านเอเจนซี่
จะได้ราคาถูกกว่า เป็นราคา contract ค่ะ

2. สมัครเรียนแล้วก็ไปจ่ายเงิน
โดยการโอนเงินให้เพื่อนที่ออสเตรเลียไปจ่ายค่าเทอมให้ ไม่ได้ผ่านธนาคาร เพราะค่าธรรมเนียมสูงมากกก
โอนแบบบริษัทรับโอนเงินจะง่ายกว่า และประหยัดมาก บางที่ไม่เสียค่าโอนด้วยซ้ำ
ค่าเรียนจะประกอบไปด้วยค่าสมัคร ค่าหนังสือ และค่าเรียน ปกติราคาจะอยู่ราวๆ 180-300เหรียญ
ต่อสัปดาห์ เรียนกี่สัปดาห์ก็คูณไป และก็ต้องจ่ายค่าประกันสุขภาพด้วย คิดเป็นเดือน
สมมติว่าเราลงเรียน 20 สัปดาห์ คือประมาณ 5 เดือน เราต้องซื้อประกัน 6 เดือน เพราะวีซ่าจะออกเกินให้เรา 1เดือน เป็นของแถมให้เราเที่ยวหลังเรียนจบ หรือสำหรับคนที่เมคอั๊พคลาส

3. รอรับใบตอบรับจากโรงเรียน COE
ใบ COE จะได้รับหลังจากที่ทางโรงเรียนรับเราเข้าเป็นนักเรียนแล้ว โดยเอาใบนี้ไปรวมกับเอกสาร
ในขั้นตอนที่ 4 สำหรับยื่นวีซ่า

4. เตรียมเอกสารให้ครบ ถ้าเป็นไปได้เอกสารใดแปลเองได้ ก็แปล เพราะว่าเอเจนซี่จะคิดค่าแปลแพงมาก
เราสามารถค้นหาฟอร์มการแปลทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน และอื่นๆได้จากกูเกิ้ลค่ะ ที่ปีใหม่แนะนำให้เอเจนซี่
ส่งเอกสารให้เพราะเค้าจะเช็คให้เราได้ว่า เอกสารเราครบหรือยัง ควรมีอะไรเพิ่มเติม ซึ่งค่าบริการก็ไม่แพง ไม่น่าเกิน 1000-2000 บาทค่ะ

5. ตรวจสุขภาพ ที่โรงพยาบาลที่สถานทูตกำหนดเท่านั้น

เอกสารที่ต้องเตรียม

1. เซ็นชื่อในใบสมัครหมายเลข 157A ข้อ 43 และ 76 ช่องบนสุด ไม่ต้องลงวันที่ โดยทาง ISEC จะเตรียมให้ หรือสามารถเข้าไปดาวน์โหลดในเว็บไวซด์ http://www.immi.gov.au/allforms/application-forms/forms_num2.htm
  2. เซ็นชื่อในแบบฟอร์มหมายเลข 956 เซ็นข้อ 24 ช่องบนสุด ไม่ต้องลงวันที่ สามารถดาวน์โหลดได้ในเว็บไซด์เดียวกับด้านบน
  3. เซ็นชื่อในหนังสือมอบอำนาจ เพื่อมอบอำนาจให้ทางเอเจนซี่ ดำเนินการรับผลวีซ่า และรับเล่ม Passport
คืนจากสถานฑูต
  4.พาสปอร์ตตัวจริง (ไม่หมดอายุภายใน 6 เดือน
)
  5. รูปถ่าย 2” (แนบแบบฟอร์ม 157A =1 ใบ และนำไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล 2 ใบ
)
  6. สำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชน (ไทย
+Eng)
  7. สำเนาการศึกษาสูงสุด หรือ Transcript
รวมถึงประกาศนีบัตรการเข้าอบรม หรือเรียนวิชาต่างๆ เพิ่มเติม
  8.
จดหมายรับรองการทำงาน ตั้งแต่จบการศึกษา จนถึงปัจจุบัน
9.ใบเสร็จการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาล (รพ.ในกรุงเทพฯ ที่สามารถตรวจได้ รพ.กรุงเทพ, มงกุฏวัฒนะ และ BNH) สามารถใช้แบบฟอร์มของทางโรงพยาบาลได้ (ฟอร์ม 26 & 160) หรือดาวน์โหลดได้ที่ website ด้านบน และแจ้งโรงพยาบาลว่า ให้ส่งผลให้สถานฑูตที่สาทร และยื่นแบบ Manual ทั้งนี้นักเรียนจะต้องทราบระยะเวลาของการเรียนว่าเรียน 6 เดือน, 1 ปี หรือ 2
ปี
      **เอกสารที่ต้องนำไปที่โรงพยาบาล ได้แก่ พาสปอร์ตตัวจริง และรูปถ่าย 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ
**
10. ค่าธรรมเนียมยื่นวีซ่าสถานฑูตออสเตรเลีย จะต้องจ่ายเป็นเงินบาท ตามที่สถานฑูตกำหนด ณ ปัจจุบัน ราคา 17,350 บาท ($550 AUD) โดยค่าธรรมเนียมอาจมีการเปลี่ยนแปลง และไม่มีการคืนเงินค่าธรรมเนียมภายหลังการสมัคร ไม่ว่าผู้สมัครจะได้รับอนุมัติวีซ่าหรือไม่ก็ตาม โดยอาจสั่งจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็ค สั่งจ่าย “สถานฑูตออสเตรเลีย, กรุงเทพฯ” หรือ “The Australian Embassy, Bangkok” เป็นเช็คที่ออกในเขตกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล เช่น นนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานีท่านั้น (กรณีชำระเป็นเงินสดกรุณาบวกค่าซื้อเช็ค จำนวน 35 บาท
)
11. ค่าธรรมเนียมการจัดการ VFS = 535
บาท จ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น
12. ค่าดำเนินการเอเจนซี่ จำนวน 1,000
บาท
13. Coe หรือ จดหมายยืนยันการลงทะเบียนเรียน สถาบันการศึกษาจะเป็นผู้ออกให้หลังจากจ่ายเงินค่าเรียนแล้ว (ปกติสถาบันการศึกษาจะจัดส่งให้ทาง ISEC)

 -เอกสารผู้สนับสนุนการเงิน หรือสปอนเซอร์

  1. จดหมายรับรองเป็นสปอนเซอร์

2. สำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชน(ไทย +Eng) พร้อมเซ็นชื่อรับรองสำเนาถูกต้องให้เหมือนในจดหมายรับรองเป็นสปอนเซอร์

  3. ทะเบียนบ้านโยงความสัมพันธ์ ของสปอนเซอร์และทุกคนที่เกี่ยวข้อง

  4. เอกสารแสดงรายได้ของสปอนเซอร์ เช่น หนังสือรับรองเงินเดือน หรือทะเบียนการค้า

  5. Statement ย้อนหลัง 6 เดือน ออกให้โดยธนาคาร เซ็นรับรองและประทับตรา หรือสมุดธนาคารตัวจริงเท่านั้น

 

 

6. เมื่อเอเจนซี่ยื่นเอกสารให้ VFS แล้ว VFS ก็จะยื่นให้สถานทูตโดยตรงค่ะ จากนี้ก็รอๆๆๆๆๆ อย่างเดียว

ปล.การที่เราจ่ายค่าเรียนเอง ทำให้ประหยัดไปได้เยอะเลยค่ะ ไม่เชื่อลองถามเอเจนซี่ดูนะคะ

ว่าค่าเรียนเท่าไหร่ แล้วเราลองติดต่อเองว่าเท่าไหร่ แต่หากใครไม่สะดวก ไม่มีคนรู้จักก็อีกเรื่อง

ไม่ได้จะให้ทุกคนติดต่อเองนะคะ บางคนติดต่อทุกอย่างผ่านเอเจนซี่ แล้วสะดวกดี ก็ตามอัธยาศัยค่ะ

 

ปล.2 หากต้องการไปหเรียน 6 เดือน ควรมีเสตทเม้นท์ประมาณ 600,000 บาท ขึ้นไป

       หากต้องการไปหเรียน 1-2 ปี ควรมีเสตทเม้นท์ประมาณ 1,000,000 บาท ขึ้นไป

     Share

<< Melbourne 2แนะนำตัวเจ้าของไดอารี่ >>

Posted on Wed 30 Nov 2011 17:29
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh